วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไวรัส PC Antispyware 2010

ผมเพิ่งติดตั้งโปรแกรม PC Anti-Spyware 2010 เข้าไปในคอมพิวเตอร์ แต่เพื่อนบอกว่า มันไมใช่โปรแกรมป้องกันสปายแวร์ แต่ตัวมันนั่นแหละที่เป็น"สปายแวร์" เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรครับ? และถ้าเป็นจริงผมจะจัดการกับมันอย่างไรดีครับ?
ก่อนอื่นต้องบอกว่า เรื่องที่เพื่อนคุณว่ามานั้นเป็นเรื่องจริงครับ และเจ้าไวรัสตัวนี้ก็กำลัง หลอกให้ผู้ใช้ทั่วโลกติดตั้งมันเข้าไปในเครื่อง ดังนั้น แทนที่มันจะปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณ ตรงกันข้าม มันกลับพยายามขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณส่งออกไปให้แฮคเกอร์ ซึ่งรวมถึงหมายเลขบัตรเครดิต ตลอดจนบัญชีธนาคารของคุณ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ใช้ควรตรวจสอบว่าได้เผลอติดตั้งไวรัสตัวนี้เข้า ไป หรือไม่? ซึ่งถ้าหากพบก็ลบออกได้ทันที

ที่แย่กว่าการที่ทราบว่า ติดไวรัสตัวนี้เข้าไปแล้วก็คือ เราไม่สามารถ กำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปได้โดยง่าย เพราะมันก็เหมือนกับไวรัสตัวอื่นๆ ที่่สามารถซ่อนตัวเอง และทำงานในแบคกราวด์โดยที่คุณไม่รู้ตัว เอาเป็นว่า ถึงตอนนี้ คอมพิวเตอร์ของคุณได้ติดมันเข้าไปเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อกำจัดมันออกไปจากเครื่องเป็นการด่วนจะดีกว่านะครับ

1. ขั้นแรกต้องหยุดไม่ให้ทำงานในหน่วยความจำ ด้วยการกำจัด (kill) โพรเซสที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตัวนี้ ด้วยการเปิด Task Manager (กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del หรือคลิกขวาบนทาสก์บาร์ (taskbar) เลือก Task Manager) คลิกแท็บ Processes สังเกตว่า มีรายการต่อไปนี้ปรากฎอยู่ หรือไม่?

  • PC_Antispyware2010.exe
  • Uninstall.exe
  • jugifyryve.exe

หาก คุณพบว่า โพรเซสเหล่านี้กำลังทำงานอยู่ ให้คลิกเลือกทีละรายการแล้วคลิกปุ่ม End Process อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ยังไม่ได้เป็นการกำจัด หรือถอดถอนไวรัสตัวนี้ออกไปนะครับ เพียงแต่หยุดไม่ให้ทำงานชั่วคราวก่อนเท่านั้น เมื่อคุณรีสตาร์ทเครื่อง ไวรัสก็จะกลับมาทำงานอีกอยู่ดี

2. ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยสมบูรณ์ โดยคุณจะต้องเข้าไปลบมันออกจากรีจิสทรีที่เกี่ยวข้องกับไวรัส วิธีที่ตรวจสอบก็ง่ายมาก เริ่มต้นด้วยการสั่งรันโปรแกรม REGEDIT (กดปุ่ม Windows+R พิมพ์คำสั่ง regedit แล้วกดปุ่ม Enter) จากนั้นคลิกเข้าไปลบรายการข้างล่างนี้

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Uninstall\PC_Antispyware2010

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run\ "PC Antispyware 2010"

HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\PC_Antispyware2010

HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ "scui.cpl"

HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ "wscui.cpl"

3. ขั้นตอนสุดท้ายคุณจะต้องลบไฟล์ทั้งหมด และไดเร็กทอรี่ที่เกี่ยวข้องกับ PC Anti-Spyware 2010 โดยเปิดหน้าต่าง Windows Explorer (กดปุ่ม Windows + E) แล้วคลิกเข้าไปลบไดเร็กทอรี่ต่อไปนี้

C:\Program Files\PC_Antispyware2010

C:\Program Files\PC_Antispyware2010data

อย่าง ไรก็ตาม มันอาจจะยังมีไฟล์ไวรัสตกค้างในโฟลเดอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซ่อนอยู่ในระบบอีก แนะนำให้ตรวจสอบด้วยการพิมพ์ในช่องเสิร์ชว่า "PC_Antispyware2010" โดยเลือกให้ค้นในไดเร็กทอรี่ของระบบ (System directory) และโฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้ (History folder) เพื่อลบมันออกไปให้สิ้นซาก

(*สังเกตว่า ไม่ว่าจะกดเพื่อแอคชั่นอะไรก็ตาม มันจะปีอปอัพหน้าต่างชวนให้คุณลงทะเบียนอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ นิสัยแย่มากๆ)

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

5 ข้อแนะนำ ก่อนลงวินโดวส์ใหม่

รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา นายเกาเหลาขออนุญาติแนะนำให้คุณผู้อ่านที่น่ารักได้ลองปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง 5 ข้อนี้ ก่อนที่จะติดตั้ง Windows เข้าไปใหม่อีกครั้ง เพื่อความรวดเร็ว ปลอดภัย มั่นใจ ใช้ได้ชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าครับ ขั้นตอนที่ 1 สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือ สำรวจดูว่ามีงานเก็บอยู่ในไดรฟ์ที่ติดตั้งวินโดวส์หรือไม่ ? โดยเฉพาะไฟล์งานต่างๆ ที่ชอบวางแปะไว้บนเดสก์ทอป หากพบว่าไม่สามารถเข้าไปถึงส่วนของเดสก์ทอปวินโดวส์ได้เลย คุณอาจต้องใช้แผ่นบูตของวินโดวส์ 98/ME ซึ่งเป็นการบูตผ่านดอสโหมดเข้ามาช่วย ในกรณีที่วินโดวส์ของคุณถูกติดตั้งอยู่ในไดรฟ์ C: ไฟล์ต่างๆ ที่วางไว้บนเดสก์ทอปจะอยู่ที่ไดเรกทอรี C:Documents and SettingsAdministratorDesktop (ล็อกออนด้วยแอกเคานต์ของ Admin) และไดเรกทอรี C:Documents and Settings[Users Account ]Desktop (ล็อกอินด้วยยูสเซอร์แอกเคานต์ทั่วไป) ขั้นตอนที่ 2 หากเราต้องการความรวดเร็วในการลงวินโดวส์ละก็ สิ่งที่ต้องทำก็คือ ถอดอุปกรณ์ที่ยังไม่จำเป็นออกไปก่อน เช่น การ์ดทีวี จูนเนอร์ การ์ดเสียง การ์ดแลน หรือหากมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอย่าง พรินเตอร์ สแกนเนอร์ โมเด็ม ให้ถอดอุปกรณ์พวกนี้ออกไปก่อนก็จะช่วยให้ลงได้เร็วขึ้นได้ ขั้นตอนที่ 3 สแกนตรวจสอบแผ่นติดตั้งวินโดวส์ก่อน ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณใช้แผ่นวินโดวส์ลิขสิทธิ์ครับ เพราะทางผู้ผลิตจะตรวจสอบทุกไฟล์ว่ามีไวรัสหรือมีโค้ดอันตรายแฝงมาด้วยหรือไม่ ถ้าคุณไปก๊อบปี้แผ่นวินโดวส์แท้ของเพื่อนมาก็ใช่ว่าจะรอดพ้นจากอันตรายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในระหว่างที่เพื่อนคุณไรต์แผ่นซีดีให้ อาจมีไวรัสจากเครื่องนั้นๆ แถมมาด้วยก็เป็นได้ เมื่อคุณนำไปใช้ก็จะติดไวรัสอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะลงสักกี่ครั้งก็ตาม หากยังใช้แผ่นติดตั้งวินโดวส์นั้นก็ไม่รอดครับ ยิ่งเป็นแผ่นซีดีรวมโปรแกรมผีที่มีวินโดวส์อยู่ด้วยละก็ คุณอาจพบกับฝันร้ายในไม่ช้า ดังนั้น แนะนำให้สแกนตรวจสอบแผ่นติดตั้งวินโดวส์จากคอมพ์เครื่องอื่นก่อน เพื่อความปลอดภัยครับ ขั้นตอนที่ 4 หากคุณสงสัยว่าปัญหาจากไวรัสอาจแทรกแซงมาจากไดรฟ์อื่นๆ ในฮาร์ดดิสก์ละก็ วิธีการตรวจสอบคุณต้องถอดฮาร์ดดิสก์ไปเชื่อมต่อกับเครื่องอื่นๆ หรือใช้แผ่นบูตที่มาพร้อมกับโปรแกรมสแกนไวรัส (แนะนำให้ใช้ยูทิลิตีสำหรับจัดการฮาร์ดดิสก์ที่ชื่อ Hiren BootCD ซึ่งสามารถบูตเครื่องได้และมีโปรแกรมตรวจจับฮาร์ดดิสก์อยู่ด้วย ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://homepage.ntlworld.com/hiren.thanki/bootcd.html) จากนั้นก็สแกนค้นหาไวรัส สปายแวร์ ฯลฯ ให้ครบทุกไดรฟ์ที่มีอยู่ เพื่อป้องกันไวรัสโหลดตัวเองขึ้นมาในระหว่างการติดตั้ง หรือหลังจากรีบูตเครื่องครั้งแรกขึ้นมา เพราะขณะนั้นยังไม่มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสติดตั้งอยู่เลย ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบดูที่ฟลอปปี้ไดรฟ์ด้วยว่ามีแผ่นดิสก์ค้างอยู่ในนั้นหรือไม่ เพราะหากมีไวรัสหรือโค้ดอันตรายอยู่ในแผ่นดิสก์ในระหว่างที่ติดตั้งวินโดวส์แล้วละก็ มันอาจสร้างปัญหาให้คุณได้ รวมทั้งการเสียบทรัมป์ไดรฟ์หรือ USB แฟลชไดรฟ์คาเอาไว้ก็สามารถให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันนี้ได้
ทิปจาก : arip.co.th

ตวัด"เมาส์"ราวกับ"พู่กัน"

วันนี้มีซอฟต์แวร์แจกฟรีมาฝากกันเช่นเคย โดยฟรีแวร์ตัวนี้มีชื่อว่า Livebrush ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่ดาวน์โหลด และติดตั้งมันเข้าไปในเครื่อง Livebrush จะสามารถเปลี่ยนคุณผู้อ่านที่แค่พอมีฝีมือในการวาดรูปอยู่บ้างให้กลายเป็นสุดยอดศิลปินดิจิตอลภายในบัดดล ด้วยลีลาการวาดเส้นหนักเส้นเบาราวกับมือโปรฯ จะทำให้คุณได้ผลงานที่เยี่ยมยอดกว่าเดิมจนไม่อยากจะเชื่อว่า "วาดเอง"

Livebrush เป็นโปรแกรมวาดภาพที่มาพร้อมกับเครื่องมือมหัศจรรย์ โดยเฉพาะแปรงสีดิจิตอลที่สามารถตอบสนองความเร็วของการลากเม้าส์ของคุณด้วยความหนาบางของเส้นภาพที่ปรากฎ ทำให้ภาพวาดที่ออกมามีความสวยงามยิ่งขึ้น ต้องขอชมว่า ทำโปรแกรมออกมาได้สุดยอดจริงๆ หากคุณผู้อ่านคิดไม่ออกว่า จะวาดรูปอะไร ก็ลองดูัวอย่างข้างล่างนี้ดูสิครับ บางทีคุณอาจจะสร้างสรรค์ผลงานได้ดีกว่านี้อีกด้วยซ้ำ
คุณผู้อ่านสามารถควบคุมการทำงานของ"แปรงสี"ฉลาดๆ ที่โปรแกรมให้มาด้วยเมาส์ หรือทัชแพดก็ได้ โดยโปรแกรมจะช่วยตีโค้งโยงเส้นสายตาม"ลวดลายการลาก" (gesture) เมาส์ของคุณได้โดยอัตโนมัติ รับรองว่า โค้งได้มนกว่าที่คุณลากด้วยมือตัวเองอย่างแน่นอน สนใจดาวน์โหลดโปรแกรม Livebrush คลิกที่นี่
ที่มา : arip.co.th

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไอคอน Show Desktop หาย

ม่ต้องกังวลไปครับ ไอคอน Show Desktop สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ โดยใช้แค่เครื่องมือง่ายๆ อย่าง Notepad แต่เนื่องจากคุณไม่ได้แจ้งว่า Windows ที่ใช้อยู่เป็นเวอร์ชันอะไร ดังนั้นวิธีแก้ไขในที่นี้จะสามารถใช้ได้กับวินโดวส์ทุกเวอร์ชันตั้งแต่ 98 ถึง Vista สำหรับขั้นตอนการสร้าง Show Desktop ขึ้นมาใหม่มีดังนี้

1. เปิดโปรแกรมโน้ตแพด (Notepad) แล้วก็อปปี้ข้อความต่อไปนี้เข้าไป

กรณีที่ใช้ 98 และ Windows XP ให้ก็อปปี้บรรดทัดข้างล่างนี้เข้าไปใส่ในโน้ตแพด

[Shell]
Command=2
IconFile=explorer.exe,3
[Taskbar]
Command=ToggleDesktop

แต่ถ้าคุณใช้ Vista ให้ก็อปปี้ข้อความข้างล่างนี้แทน

[Shell]
Command=2
IconFile=shell32.dll,34
[Taskbar]
Command=ToggleDesktop

2. จัดเก็บไฟล์ไว้บนเดสก์ทอป โดยตั้งชื่อว่า Show Desktop.scf ขั้นตอนการจัดเก็บไฟล์ข้อความในโน้ตแพดให้มีนามสกุลแบบนี้ ให้คลิกเมนู File เลือก Save As... เลือก Save as type เป็น All Files (*.*) แล้วคลิกปุ่ม Save แล้วปิดโน้ตแพด (ย้ำว่า ชื่อไฟล์และนามสกุลจะต้องเขียนตามนี้เป๊ะคือ Show Desktop.scf)

3. และก็ถือขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือ ลากไอคอนไฟล์ Show Desktop ลงไปใส่ใน Quicklaunch เพียงแค่นี้คุณก็ได้ไอคอนสำหรับคลิก เพื่อแสดงเดสก์ทอปกลับคืนมาแล้ว...หวังว่าคงไม่ยากเกินไปนะครับ

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

IE: อยากลบ History บางรายการทำไง?

ดิฉันต้องแบ่งให้น้องชายที่ค่อนข้างจะมีอายุห่างกันพอสมควรใช้โน้ตบุ๊ก เครื่องเดียวกันค่ะ คราวนี้สังเกตเห็นว่า หน้าเว็บทีเข้าไปดูมันจะเก็บไว้ใน history ซึ่งจะปรากฎขึ้นมาขณะพิมพ์เว็บไซต์ในช่องแอดเดรสด้วย ซึ่งบางเรื่องก็ไม่อยากให้น้องชายคลิ้กไปอ่านค่ะ ก็เลยอยากจะลบมันออกไป ไม่ทราบว่า ต้องทำอย่างไรคะ?

ตอบ: ส่วนใหญ่พวกเราจะทราบวิธีล้าง (clear) ประวัติการเยียมชมเว็บไซต์ (History) ให้หมดภายในคราวเดียว (ปุ่ม Delete history... ใน Internet Options ของ IE) แต่ความจริงคุณอาจต้องการลบทิ้งเพียงบางรายการเท่านั้น อย่างเช่นกรณีของคุณผู้อ่านท่านนี้ ซึ่งเกรงว่า ถ้าลบหมดเว็บไซต์ที่น้องชอบเข้าจะหายไปด้วย เนื่องจากไม่ได้แจ้งว่า ใช้บราวเซอร์อะไรอยู่ก็เลยขอตอบทั้งสองบราวเซอร์คือ IE และ Firefox ก็แล้วกันนะครับ หวังว่า คงจะไม่หลุดไปจากสองตัวนี้

กรณีทีใช้ Internet Explorer (IE)

คลิ้ก ปุ่มลูกศรชี้ลงเล็กๆ ที่อยู่ขวาสุดของช่องป้อนแอดเดรสเว็บไซต์ สังเกตว่า ดรอปดาวน์ของรายการเว็บไซต์ที่เยี่ยมชมไปแล้วจะไหลลงมา จากนั้นเลื่อนเมาส์ไปตามรายการที่ต้องการลบ สังเกตว่า ที่ด้านขวาของแต่ละรายการจะมีเครื่องหมาย X สีแดงปรากฎอยู่ด้วย ให้ใช้เมาส์คลิ้กบนเครื่องหมายดังกล่าว เพียงแค่นี้ ประวัติศาสตร์ที่คุณไม่อยากให้น้องชายของคุณเข้าไปดู ก็ถูกลบทิ้งไปแล้วล่ะครับ

กรณีทีใช้ Mozilla Firefox

สำ หรับไฟร์ฟอกซ์จะสะดวกและง่ายดายกว่ามาก โดยคลิ้กปุ่มชี้ลงเหมือนกัน (หรือจะคลิ้กเลือกช่องป้อนแอดเดรสของเว็บไซต์ แล้วกดปุ่มลูกศรลงบนคีย์บอร์ด) จากนั้นใช้ปุ่มลูกศรเลือกไฮไลท์รายการเว็บไซต์ที่เคยเยี่ยมชมในอดีต (history) เมื่อถึงรายการที่ต้องการแล้ว ก็กดปุ่ม Delete บนคีย์บอร์ด รายการนั้นก็จะหายไปทันที

windows 7: ลูกเล่น(ไร้สาระ)ที่ซ่อนอยู่?

บ่อยครั้งที่พบว่า ลูกเล่นที่ลึกลับหรือถูกซ่อนไว้ในซอฟต์แวร์ที่เรียก Easter Egg มักจะตามติดจากเวอร์ชันเก่ามาจนถึงเวอร์ชันใหม่ แม้แต่ในระบบปฎิบัติการ Windows 7 ลูกเล่นบางอย่างที่เล่นได้บน Windows Vista ก็ยังใช้ได้บน Windows 7 ด้วย อย่างทริก"ไร้สาระ"อันนี้เป็นต้น
เรื่องของเรื่องก็คือ ปกติเวลาเรียกใช้ฟังก์ชัน Task Switcher (หรือ Flip ใน Windows Vista) เพื่อสลับสับเปลี่ยนไปใช้แอพฯตัวอื่นๆ ที่เปิดไว้แล้ว ผู้ใช้เพียงแค่กดปุม Alt+tab บน Windows 7 หรือ Vista ก็จะมีหน้าต่างป๊อปอัพขึ้นมาพร้อมทั้งแสดงรายการของหน้าต่างโปรแกรม ด้วยขนาด thumbnail จัดแถว รอให้คุณเลือกบนพื้นใส Aero ซึ่งจะแตกต่างจากที่เคยเห็นใน Windows XP ที่เป็นแค่ไอคอนโปรแกรมเท่านั้น

หากคุณคิดถึงอินเตอร์เฟซของฟังก์ชันสลับโปรแกรมที่ไม่ค่อยไฮโซเท่าไรของ XP ก็สามารถเรียกรูปแบบเดิมขึ้นมาใช้ใน Windows 7 (หรือ Vista) ได้เหมือนกัน โดยขั้นแรกกดปุ่ม Alt+tab ด้วยมือซ้าย จากนั้นใช้มือขวากดปุ่ม Alt ทางฝั่งขวาของคีย์บอร์ด แล้วปล่อย (มือซ้ายยังกดปุ่ม Alt ค้างอยู่นะครับ) จากนั้นกด Alt+tab ด้วยมือซ้าย จะเห็นว่า Switcher ได้เปลี่ยนอินเตอร์เฟซกลับไปเป็นแบบ XP ในอดีตแล้ว โอ้ว...ได้กลิ่นอายของ XP ดีจัง :p (ภาพตัวอย่าง Task Switcher บน Windows 7 ที่แสดงไอคอนเรียบง่ายแบบ XP)

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

IE 8: Accelerator น่าลอง

ทิปยอดนิยมสำหรับผู้ใช้ IE8 ก็คือ Accelerators คุณสมบัติการทำงานที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับ"ข้อความที่เลือก" (selected text) บนหน้าเว็บได้มากกว่าแค่ ก็อปปี้ (copy) เช่น ค้นมูลค่าหุ้นปัจจุบัน ความหมายของคำ หรือวลีนั้นๆ ตำแหน่งบนแผนที่ แปลงหน่วยเงิน สร้างชอร์ทคัต หรือแม้แต่แชร์ให้กับเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ซึ่งน่าจะทำให้ชีวิตของผู้ใช้สะดวกขึ้นเยอะ

ขั้นตอนการใช้ฟังก์ชัน Accelerator ใน IE8 ง่ายมาก โดยขั้นตอนการใช้งานมีดังนี้

ขั้นที่หนึ่ง: เลือกข้อความที่สนใจบนหน้าเว็บ (เช่น ศัพท์เฉพาะทางที่ไม่คุ้นเคยว่า มันคืออะไร?) สังเกตมุมบนซ้ายจะปรากฎปุ่มพร้อมลูกศรทีไปทางขวาปรากฎขึ้นมา

ขั้นที่สอง: คลิกปุ่มด้งกล่าว เมนู Accelerator จะปรากฎขึ้นมาให้เลือกแอคชั่นที่ต้องการให้จัดการกับ"ข้อความที่เลือก"นั้น เช่น Search with Google เป็นต้น

หลังจากเลือกคำสังแล้ว IE8 จะส่งข้อความไปยังบริการต่างๆ ที่เลือกในเมนู โดยจะเปิดหน้าผลลัพธ์ในแท็บใหม่ ซึ่งคุณสามารถเพิ่มเติมความสามารถของ Accelerator ได้มากมาย (นับร้อยบริการ) ตามใจต้องการ โดยสามารถเลือกเพิ่มเติมได้จากตัวเลือกล่างสุดที่บอกว่าให้ไปที่ Microsoft Accelerator Gallery

windows: แค่ลากแล้ววางก็รู้ที่อยู่ไฟล์?

คุณเองก็อาจจะเคยมีความจำเป็นต้องใช้ หรือต้องการทราบว่า ไฟล์ที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นมีพาธ (path) เป็นอะไร? บ้างก็ใช้วิธีคลิกขวาบนไฟล์แล้วเลือกคำสั่ง Properties แล้วใช้ข้อมูลจากในบรรทัด Location: แต่มันก็ไม่รวมชื่อไฟล์ไว้ด้วย นายเกาเหลามีวิธีที่ได้ข้อมูลทั้งพาธ และชื่อไฟล์ครบถ้วน แค่ลาก...แล้ววางก็ได้คำตอบแล้ว...???

เหตุที่นำทิปนี้มาเล่าสู่กันฟังก็เพราะว่า พอดีได้ใช้วิธีนี้ในการหาพาธของไฟล์ต่อหน้าเพื่อนๆ ของหลาน ปรากฎว่า ทุกคนในกลุ่มอึ้ง...เพราะงงที่มันทำได้ ในขณะที่นายเกาเหลาเองก็อึ้งที่ทุกคนประหลาดใจ :p อย่างไรก็ตาม คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยทราบมาแล้วว่า มันทำได้ แต่เชื่อว่า มือใหม่หลายๆ คนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน (เหมือนเพื่อน และหลานของนายเกาเหลา) เอาเป็นว่า สะสมความรู้เป็นทิปเล็กๆ ไว้ใช้ยามจำเป็นก็แล้วกันนะครับ วิธีการก็แค่กดปุ่ม Windows+R เพื่อเปิดไดอะล็อกบ๊อกซ์ Run จากนั้นใช้เมาส์ลากไฟล์ที่ต้องการทราบ Path มาไว้ในช่อง Open แล้ววาง พาธพร้อมชื่อไฟล์ที่สมบูรณ์จะปรากฎในช่องข้อความทันที ว้าว!!! อะไรมจะง่ายปานนั้น :) ลองไปทำดูนะครับ

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

internet: อยากมี"ฟอนต์"ลายมือตัวเอง?

คุณเคยนึกอยากมี" ฟอนต์" (Font) หรือชุดตัวอักษรที่ใช้พิมพ์บนคอมพิวเตอร์ที่เป็นลายมือของตัวเองบ้างไหมครับ ? ผมคนหนึ่งล่ะที่เคยคิดอยากมีไว้ใช้กับเขาบ้างเหมือนกัน แต่ก็รู้ดีว่า มันไม่ง่ายนักที่จะสร้างฟอนต์ขึ้นมาใช้งาน ล่าสุดผมไปพบบริการบนอินเทอร์เน็ตที่เปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างฟอนต์จากลาย มือตัวเอง เพื่อนำไปใช้ในระบบปฏิบัติการ Mac หรือ Windows ก็ได้ ที่สำคัญเป็นบริการ"ฟรี" และไม่ต้องลงทะเบียนก่อนใช้งานแต่อย่างใด
สำหรับบริการที่ผมกำลังพูดถึงนี้ือยู่บนเว็บไซต์ทีมีชื่อว่า Fontcapture.com โดยขั้นตอนการสร้างฟอนต์ก็ง่ายมาก เริ่มต้นจากดาวน์โหลดแบบฟอร์ม (ไฟล์ pdf) ทีใช้ในการเขียนตัวอักษรแต่ละตัวด้วยลายมือของเรามาก่อน ซึ่งคุณจะต้องพิมพ์แบบฟอร์มนี้ออกมา เพื่อใช้ปากกาเขียนตัวอักษรแต่ละตัวลงไปในช่อง

แบบฟอร์มที่กองบรรณาธิการ arip ทดลองดาวน์โหลดมา เพื่อเขียนชุดอักษรทีต้องการ แล้วสแกนเป็นไฟล์กราฟิก JPG (PNG จะดีกว่าครับ)


ตัวอย่างผลลัพธ์การใช้ฟอนต์ที่สร้างจากลายมือของเราโดย fontcapture โดยฟอนต์ที่ได้จะเป็น .TTF

เมื่อ เขียนเสร็จแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ นำไปสแกนที่ความละเอียด 200 dpi จัดเก็บเป็นฟอร์แมต GIF หรือ PNG จากนั้นอัพโหลดไฟล์กราฟิกของชุดตัวอักษรที่เราสร้างไปให้กับเว็บไซต์ Fontcapture.com พร้อมตั้งชื่อฟอนต์ (Font Name) และผู้เขียน (Author) ซึ่งบริการจะแปลงภาพชุดตัวอักษรที่เขียนด้วยยลายมือคุณให้กลายเป็น ไฟล์ฟอนต์ที่พร้อมใช้งาน ให้คุณดาวน์โหลดกลับมาได้ เอาล่ะครับ คุณผู้อ่านท่านไหนสนใจ ลองเข้าทำตามขั้นตอนนี้จากบนเว็บไซต์ที่แนะนำมา หากได้ผลอย่างไรก็เล่าสูกันฟังบ้างนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

การแชร์ Internet ADSL ด้วย ICS (Internet Connection Sharing)

ในยุคสมัยนี้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือ ADSL หลายคนต้องมีใช้งานในบ้านกันอยู่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนรหัสผ่านมีเพียงชุดเดียว แต่ว่าภายในบ้านมีเครื่องคอมพ์มากกว่า 1 เครื่อง ที่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตพร้อมๆ กัน นอกเหนือจากการใช้งานเครือข่ายไร้สายแล้ว ผมก็มีวิธีการตั้งค่าแชร์อินเทอร์เน็ต ADSL แบบง่ายๆ มาให้ลองใช้งานกันดูกัน ตามมากันเลย
อันดับแรกก็คงต้องทำให้เครื่องให้สามารถออกอินเทอร์เน็ตได้ก่อน โดยเครื่องนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องมีก็คือโมเด็มเอาไว้สำหรับต่ออินเทอร์เน็ต โดยตัวเครื่องต้องมีระบบเน็ตเวิร์กติดตั้งเอาให้เรียบร้อยก่อน สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือการแชร์ ICS ซึ่งเป็นฟังก์ชันมาตรฐานสำหรับวินโดวส์เอ็กซ์พีให้ทำงานขึ้นมา ขั้นตอนแรกก็ง่ายๆ ครับ ก่อนอื่นให้เซตอัพการ์ดเน็ตเวิร์กในเครื่องแรกให้มีการเซตอัพค่าหมายเลข IP ก่อน โดยการทำขั้นตอนดังนี้
1. เริ่มแรกคลิกที่ปุ่มสตาร์ต เลือกที่ Control Panelจากนั้นให้เลือกที่ Network Connections


2. คลิกเมาส์ปุ่มขวาที่ Local Area Connection เลือกที่ Properties แล้วก็จะปรากฏหน้าต่าง Properties ของเน็ตเวิร์กขึ้นมา


3. ให้กำหนดค่าของหมายเลขไอพีให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะออกอินเทอร์เน็ต โดยให้เลือกที่ TCP/IP จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Properties เพื่อเตรียมกำหนดค่า IP Address โดยเมื่อหน้าต่าง TCP/IP Properties
4. จากนั้นกำหนดหมายเลข IP ให้กับเครื่องเป็น 192.168.0.1 เพื่อกำหนดให้เป็นเครื่องแรก จากนั้นป้อนค่า Subnet Mark โดยให้มีค่าเป็น 255.255.255.0
5. จากนั้นไปกำหนดการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งในที่นี้เราใช้การ Dial up ออกสู่อินเทอร์เน็ต ดังนั้นควรจะติดตั้งโมเด็มและสร้าง Connection สำหรับโมเด็มให้เรียบร้อยก่อนที่เข้าสู่การแชร์อินเทอร์เน็ตวิธีการแชร์อินเทอร์เน็ต
1. เริ่มต้นคลิกที่ปุ่มสตาร์ต จากนั้นเลือก Control Panel แล้วเลือกที่ Network Connection เช่นเดิม
2. ต่อมาให้คลิกขวาที่ไอคอนของไดอัลอัพที่เราจะใช้โมเด็มหมุนออกอินเทอร์เน็ตต่อไปและเลือกที่ Properties
3. จากนั้นให้เลือกที่แท็บ Advanced เพื่อกำหนดการแชร์อินเทอร์เน็ต จะเห็นหน้าต่างของการแชร์อินเทอร์เน็ตขึ้น โดยจะอยู่ในกรอบ Internet Connection Sharing ที่นี้ก็ให้เราคลิกเช็กบ็อกซ์เลือกที่ "Allow other network users to connect through this computer's internet connection" ซึ่งก็จะปรากฏหัวข้ออีกสองอันขึ้นมา "Establish a dial-up connection whenever a computer on my network attempts to access the internet" "หัวข้อนี้จะหมายความว่า จะยอมให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ที่ต่ออยู่กับเน็ตเวิร์กนั้น สามารถไดอัลอัพโมเด็มที่อยู่ในเครื่องหลัก เพื่อออกสู่อินเทอร์เน็ตได้ หากว่าต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือไม่ หากต้องการให้ต้องไดอัลผ่านคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้ ก็ให้เช็กบ็อกซ์ที่อยู่ด้านหน้า หรือหากไม่ต้องการก็ให้เอาออกไป
"Allow other network users to control or disable the shared internet connection" หมายถึงว่าให้ผู้ใช้บนเครื่องอื่นๆ นั้น สามารถควบคุมหรือยกเลิกการแชร์อินเทอร์เน็ตในเครื่องหลักได้หรือเปล่า ซึ่งหากไม่ต้องการก็ให้เอาออกไปเช่นเดียวกัน โดยตามปกตินั้น ให้เราเอาหัวข้อทั้งสองออก โดยไม่ต้องไปเช็กบ็อกซ์ นั่นเอง
หลังจากนี้ก็ให้ปิดหน้าต่างทุกหน้าต่างลง เท่านี้การเซตอัพเครื่องสำหรับเตรียมให้บริการแชร์อินเทอร์เน็ตเสร็จเรียบร้อยแล้วขั้นตอนการเซตอัพเครื่องในระบบเครือข่าย
หลังจากที่เซตอัพเครื่องหลักเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมาถึงการเซตอัพเครื่องลูกข่ายเพื่อให้ใช้อินเทอร์เน็ตที่แชร์เอาไว้บ้างล่ะครับ ซึ่งก็เรียกว่าไม่แตกต่างไปจากการเซตอัพเครื่องหลักมากนัก โดยเราจะเน้นกันที่การเซตอัพเน็ตเวิร์กเป็นหลักซึ่งสิ่งที่ต้องการสำหรับเครื่องลูกนี้ก็คือการ์ดเน็ตเวิร์กที่เซตอัพเรียบร้อยสามารถทำงานได้เท่านั้น โดยเครื่องนี้เราไม่ต้องมีโมเด็มก็ได้ เพราะไม่จำเป็นแล้ว
เริ่มต้นด้วยการกำหนดหมายเลขไอพี สำหรับเครื่องที่ 2 โดยทำขั้นตอนเหมือนกับการเซตอัพเครื่องเซิร์ฟเวอร์ แต่เปลี่ยนหมายเลขไอพีให้เป็น 192.168.0.2 แทน โดยกำหนดให้หมายเลข 2 ตัวสุดท้ายที่เปลี่ยนแปลงนั้นหมายถึงเลข IP ประจำเครื่องที่ 2 และหากมีเครื่องมากกว่านี้ ก็ให้กำหนดเพิ่มขึ้นไป เช่น 3, 4, 5 ... นั่นเอง
หลังจากที่เรากำหนดหมายเลขไอพีเรียบร้อยแล้ว ก็ลองเช็กดูว่าเครื่องที่ใช้อยู่นั้น มีหมายเลข IP ตามที่กำหนดหรือไม่ โดยการคลิกที่ปุ่มสตาร์ต จากนั้นเลือกที่ RUN แล้ว พิมพ์คำว่า Command ลงไป ให้ลองตรวจสอบหมายเลขไอพี โดยพิมพ์คำว่า "IPCONFIG" ลงไปที่คอมมานพรอมต์ ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะปรากฏหมายเลข IP พร้อมกับหมายเลข Subnet Mark
ที่นี้ลองตรวจสอบดูว่าเครื่องที่เราเซตอัพอยู่นี้ สามารถมองเห็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการแชร์อินเทอร์เน็ตหรือไม่ โดยการใช้คำสั่ง PING ไปที่ เครื่องหลัก โดยสั่งว่า PING 192.168.0.1 ที่คอมมานพรอมต์ เพื่อตรวจสอบแพ็กเกจข้อมูล เมื่อเครื่องลูกสามารถมองเห็นเครื่องแม่แล้ว
ทีนี้เราก็เหลือขั้นตอนการเซตอัพอยู่อีกขั้นตอนเดียวก็คือการเซตอัพคอนฟิกในIE เพื่อให้ตรวจสอบ Proxy โดยอัตโนมัติ ซึ่งขั้นตอนก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเช่นเดียวกัน ขั้นตอนแรกก็เรียก IE ขึ้นมา และให้คลิกที่เมนู Tools และเลือกที่ Internet Options... จากนั้นให้คลิกที่แท็บ Connections แล้วคลิกที่ปุ่ม LAN Settings ซึ่งอยู่ในส่วนของ Local Area Network (LANs) Settings ให้คลิกเช็กบ็อกซ์ "Automatically detect setting" เพื่อกำหนดให้ตรวจสอบ Proxy Server โดยอัตโนมัติ
หลังจากนี้ก็ให้คลิกที่ปุ่ม OK และออกจากการเซตอัพ Internet Options นี้ ซึ่งเท่านี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มากกว่าสองเครื่องในบ้านคุณ ก็พร้อมจะใช้งานอินเทอร์เน็ตได้โดยใช้แอ็กเคานต์และคู่สายโทรศัพท์เพียงคู่เดียว บนวินโดวส์เอ็กซ์พีแล้ว

































วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

ย่อไอคอนในเมนู Start

ใครที่ใช้ Windows Vista แล้วรู้สึกรำคาญที่เวลาคลิ้กเมนู Start แล้วรายการมันโผล่เด้งสูงขึ้นมาเกือบชนหน้าจอด้านบน สาเหตุก็มาจากไอคอนที่ใช้เมนูนั้นมีขนาดใหญ่นั่นเอง ทิปที่นำมาฝากวันนี้แก้ปัญหาให้ท่านได้ครับ

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เราสามารถลดขนาดของไอคอนที่ปรากฎในรายการของเมนู Start ใน Windows Vista ได้ เนื่องจากตัวเลือกในการปรับแต่งจะอยู่เป็นรายการสุดท้ายที่ผู้ใช้ต้องเลื่อน scroll bar ลงมาจนสุดจึงจะพบ สำหรับขั้นตอนการเปลี่ยนไอคอนในเมนู Start ให้เล็กลง เพื่อแถบของรายการจะได้ไม่เด้งสูงจนเกือบชนหน้าจอด้านบนด้วยการเลือกไอคอนขนาดเล็ก สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

เริ่มต้นด้วยการคลิ้กขวาบนพื้นที่ว่างของทาสก์บาร์ เลือกคำสั่ง Properties คลิ้กแท็บ Start Menu แล้วคลิ้กปุ่ม Customize... เลื่อนสกอลบ๊อกซ์ลงมาจนถึงล่างสุดจะเห็นรายการ "Use large icons" คลิ้กยกเลิกเครื่องหมายถูกในเช็คบ๊อกซ์ที่อยู่หน้ารายการนี้ แล้วคลิ้กปุ่ม OK 2 ครั้ง เพียงแค่นี้ ไอคอนในเมนู Start ก็จะเล็กลง และแถบแสดงรายการเมนูก็จะไม่สูงเหมือนเดิมจนบดบังเดสก์ทอปอันสวยงามของคุณแล้วล่ะครับ

กำจัดข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เก่า

อยากทราบวิธีที่ดีทีสุดในการทำลายข้อมูลที่เป็นความลับ ซึ่งอยู่ในฮาร์ดดิสก์ตัวเก่าค่ะ โดยไม่ต้องการให้ใครสามารถกู้ข้อมูลที่อยู่ในนั้นขึ้นมาได้อีก รบกวนช่วยแนะนำวิธีทำลาย หรือซอฟต์แวร์ที่จะช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วยค่ะ

คำถามยอดฮิตสลับกับวิธีกู้ข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ หรือแฟลชไดรฟ์ เรือยไปจนถึงการ์ดหน่วยความจำในกล้องถ่ายรูปก็คือ การทำลายข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ให้สิ้นซาก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยตอบไปแล้วว่า สามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Heidi Eraser หรือไม่ก็ใช้เครื่องทำลายฮาร์ดดิสก์แบบมือหมุนที่ได้เคยนำเสนอไปแล้วเหมือนกัน แต่ถ้าอยากไฮเทคฯ หน่อยก็ใช้รุ่นข้างล่างนี้ แบบว่า แค่กดปุ่มปุ๊บ ฮาร์ดดิสก์ มือถือ หรือเครื่องเล่นเอ็มพีสาม จะถูกเจาะกดกระแทกเป็น 4 รูทะลุจนไม่สามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้อีก

แต่นั่นดูจะเป็นวิธีทีโหดและลงทุนมากไปหน่อย ล่าสุดผมไปพบซอฟต์แวร์ทำลายข้อมูลที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งชื่อว่า Active@killdisk บนเว็บไซต์ killdisk.com ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี โดยซอฟต์แวร์ตัวนี้จะเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์ของคุณให้กลายเป็นขยะด้วยการเขียนทับด้วย "0" ตลอดจนทั่วฮาร์ดดิสก์ (เวอร์ชันโปรฯ สนับสนุนถึง 17 มาตรฐานความปลอดภัยในการลบข้อมูล) เหตุผลที่จำเป็นต้องลบด้วยวิธีนี้ก็เนื่องจากเวลาลบไฟล์ใน Windows มันไม่ได้ถูกลบจริงๆ ข้อมูลที่ถูกลบยังอยู่ในฮาร์ดดิสก์ การเขียนทับด้วยข้อมูลอื่นจึงเป็นวิธีลบที่ปลอดภัยที่สุด

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

Firefox: ยกเลิกการเรียกคืน "Session"

ทุกครั้งที่ Firefox 3.5.2 ล่มการทำงาน เวลาเปิดขึ้นมา มันมักจะเรียกคืนหน้าเว็บทั้งหมด (restore session) ก่อนระบบจะเดี้ยงลงไป ซึ่งส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับตรงนี้มากนัก บ่อยครั้ง(พักหลังล่มบ่อยเหลือเกิน)มันทำให้ผมต้องรอโหลดหน้าเว็บที่ไม่ได้อยากดู แต่ยังไม่ได้ปิดก่อนมันเดี้ยง พอจะมีวิธียกเลิกคุณสมบัติการทำงานนี้บ้างไหมครับ?
ก่อนอื่นคงต้องถามว่า แน่ใจนะครับ ว่าต้องการอย่างนั้น ถ้าต้องการจริงๆ ก็จัดให้ได้ครับ โดยขั้นแรกให้คุณเปิดบราวเซอร์ Firefox ขึ้นทำงาน จากนั้นพิมพ์ในช่องแอดเดรสว่า about:config ขั้นตอนต่อไปก็คือ พิมพ์ในช่อง filter เพื่อหารายการที่ระบุว่า browser.sessionstore.max_resumed_crashes ให้ดับเบิ้ลคลิ้กบนรายการนี้ แล้วกำหนดค่าของมันให้เป็น "0" รีสตาร์ทไฟร์ฟอกซ์ก็เป็นอันเรียบร้อย ซึ่งหลังจากนี้ไป เมื่อ Firefox เดี้ยงขึ้นมาขณะทำงาน เวลาเปิดโปรแกรมขึ้นมาใหม่ มันจะไม่มีการ restore session ให้คุณอีกต่อไปแล้วนะครับ จนกว่าคุณจะแก้กลับคืนเป็นอย่างเดิม...เราเตือนท่านแล้วนะ :p

Windows 7 ปลอดภัยจากช่องโหว่ แต่...

รายงานข่าวล่าสุด ไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยถึงคำแนะนำในการป้องกันช่องโหว่ของโพรโตคอล SMB2 ที่พบใน Windows 7, Windows Vista และ Windows Server 2008 ซึ่งได้มีการรายงานข่าวให้ทราบไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ ประเด็นสำคัญที่เปิดเผยออกมา และตรงข้ามกับรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ก็คือ Windows 7 และ Windows Server 2008 R2 จะไม่โดนหางเลขจากช่องโหว่ดังกล่าว...
แต่สำหรับ Windows 7 RC ที่ออกมาก่อนหน้านี้ รวมถึง Windows Vista ทุกเวอร์ชัน และ Windows Server 2008 จะยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการโดนโจมตี อันเนื่องจากช่องโหว่ดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ได้มีการชี้แจงออกมาก็คือ Windows 7 เวอร์ชันสมบูรณ์ได้รับการแก้ไขช่องโหว่ไปแล้วก่อนหน้านี้ (ตอนไหนล่ะ?) หากเป็นตามนี้จริง นั่นแสดงว่า ทางไมโครซอฟท์ต้องทราบเรื่องนี้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าอย่างนั้นทำไมแพตช์ล่าสุดที่ออกมาเมื่อวันอังคาร Windows Vista และ Windows Server 2008 ถึงไม่ได้รับการแก้ไขอุดช่องโหว่ซะให้เรียบร้อย รวมถึงผู้ใช้ที่ลง Windows 7 RC ไปแล้วก่อนหน้านี้
ในส่วนของช่องโหว่ที่พบใน SMB2 ผู้ไม่หวังดีแค่ส่งแพ็คเก็ต (packet) ข้อมูลเพียงชุดเดียว ก็สามารถเจาะเข้าไปในระบบ เพื่อสั่งรันโค้ดจากระยะไกล ตลอดจนการสร้างการโจมตีแบบ DDoS เพื่อทำให้ระบบล่มได้ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการถูกโจมตีด้วยช่องโหว่นีแต่อย่างใด
ไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยถึงวิธีลดปัจจัยเสี่ยงจากการโดนโจมตีด้วยช่องโหว่ SMB2 โดยแนะนำให้ปิดพอร์ต TCP หมายเลข 139 และ 445 ที่ไฟร์วอลล์ในเครื่อง หรือบนเครือข่าย จะสามารถช่วยป้องกันการโจมตีได้ นอกจากนี้คำแนะนำที่เปิดเผยออกมา ยังรวมถึงคำสั่งในการยกเลิกการทำงานของโพรโตคอล SMB2 อีกด้วย
ข้อมูลจาก: pcmag-->

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

windows: Ctrl+F4 มีไว้ทำอะไร?

ถาม: ปกติเรามักจะใช้ Alt+F4 เพื่อปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานอยู่บน Windows แต่ได้ยินเพื่อนบอกว่า มันมี Ctrl+F4 ด้วยนะ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันมีไว้ทำอะไร? ลองกดดูแล้วไม่เห็นจะเกิดอะไรขึ้นเลย ว่าแต่ผมกำลังโดนเพื่อนอำเล่นอยู่หรือเปล่าครับ?

ตอบ: ก่อนอื่นต้อบอกว่า เพื่อนของคุณไม่ได้อำเล่นหรอกครับ Ctrl+F4 มีจริงๆ อย่างไรก็ดี ผมขอถือโอกาสนี้แจกแจงให้ทราบถึงแนวคิด และความแตกต่างของการใช้งานชุดปุ่มควบคุมทั้งสองไปพร้อมกันเลยดีกว่านะครับ

Alt+F4 เมื่อผู้ใช้กดปุ่มนี้พร้อมกัน จะเป็นการสั่งปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น ความหมายของมันจะเหมือนกับการใช้เมาส์คลิกที่ปุ่มกากบาทสีแดงบนมุมขวาของหน้าต่างโปรแกรมนั่นเอง มักจะใช้บ่อยๆ เวลาที่มือไม่ได้อยู่บนเมาส์ เพราะมันคล่องตัวกว่า

Alt กับ Ctrl ใน Windows แต่ก่อนที่ผมจะพูดถึง Ctrl+F4 ว่ามันทำอะไร ขออธิบายแนวคิดของการใช้งานปุ่มทั้งสองนี้ก่อน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านในวงกว้าง ความแตกต่างระหว่าง ATL กับ CTRL ก็คือ ถ้าเป็น ALT จะหมายถึงการควบคุมในระดับแอพพลิเคชัน ส่วน CTRL จะหมายถึงการควบคุมระดับ"ภายใน"แอพพลิเคชัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คุณกด Alt+TAB มันจะเป็นการสลับ(switch)การเลือกหน้าต่างแอพพลิเคชันต่างๆ ที่เปิดใช้งานอยู่ในขณะนั้น แต่ถ้าเป็น CTRL+TAB จะเป็นสลับการเลือกหน้าต่างเอกสารที่อยู่ภายในแอพพลิเคชันที่กำลังใช้งาน เพื่อให้เห็นภาพอีกนิดนึ่ง เช่น การใช้ Ctrl+TAB ในบราวเซอร์ IE/Firefox/Chrome มันจะเป็นการสับเปลียนแท็บต่างๆ ที่อยู่"ภายใน"หน้าต่างโปรแกรมนั่นเอง คราวนี้คงจะเข้าใจความแตกต่างแล้วนะครับ

Ctrl+F4 หมายถึงการปิดเอกสารที่เปิดอยู่ภายในแอพพลิเคชันที่สนับสนุนการเปิดเอกสารได้หลายไฟล์ภายในโปรแกรม เช่น Word มันจะทำงานเหมือนกับการคลิกปุ่ม Xของหน้าต่างเอกสารที่อยู่ภายในโปรแกรมนั่นเอง (อยุ่ถัดลงมาจากปุ่มกากบาทสีแดงของหน้าต่างโปรแกรมนั้นๆ) แต่ถ้าเป็นในบราวเซอร์ IE/Firefox/Chrome ก็จะหมายถึงการปิดแท็บของหน้าเว็บที่คุณกำลังดูอยู่ในขณะนั้นความจริง Alt และ Ctrl ยังใช้งานร่วมกับปุ่มอื่นๆ สำหรับการทำหน้าที่เป็นคีย์ลัด(shortcut) ด้วย อย่างเช่น Alt+W ที่ใช้เปิดเมนู Window หรือ Alt+F เป็นเมนู File ของโปรแกรมที่ใช้งานนั้นๆ ในขณะที่หลายโปรแกรมจะยังคงใช้ Ctrl+W เพื่อปิดหน้าต่างเอกสารที่เปิดอยู่ภายในแอพพลิเคชัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเหมือนกับกดปุ่ม Ctrl+F4 นั่นเอง ใครสะดวกใช้อันไหนก็ว่ากันไป ไม่ผิดกฎหมายครับ :p


windows: มองไม่เห็นเคอร์เซอร์

ถาม: ตอนนี้ผมใช้วินโดวส์วิสต้าอยู่ครับ ปัญหาที่ประสบอยู่ก็คือ ผมมองไม่ค่อยเห็นเคอร์เซอร์ที่กระพริบในโปรแกรม ทำให้รู้สึกเสียเวลามองหาอยู่บ่อยๆ รบกวนช่วยแนะนำวิธีแก้ไขให้คนวัยเกษียณอยากเก่งคอมพ์ด้วยครับ

ตอบ: อย่าว่าแต่คนวัยเกษียณเลยครับที่พบปัญหานี้ ผู้ใช้ที่ชอบตั้งค่าความละเอียดของหน้าจอสูงๆ ก็มีโอกาสที่จะมองหาเคอร์เซอร์เส้นบางๆ ที่กระพริบอยู่บนหน้าจอไม่เจอเหมือนกัน สำหรับวิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้เคอร์เซอร์อ้วนขึ้นอีกสักเล็กน้อย เพื่อจะสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ใช้ Windows Vista ให้คลิ้กปุ่ม Start เลือก Control Panel จากนั้นคลิกที่รายการ Ease of Access ตามด้วย Optimize visual display มองหาหัวข้อ Make things on the screen easier to see จะพบข้อความ Set the thickness of blinking cursor: จากนั้นคลิกเลือกความหนา(ค่าเริ่มต้นเป็น 1) ซึ่งสามารถตั้งค่าความหนาได้สูงสุดถึง 20 เลยทีเดียว เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Apply และ Save ตามลำดับ

ส่วนผู้ใช้ Windows XP ให้คลิ้ก Start เลือก Control Panel ตามด้วย Accessibility Options เลือกแท็บ Display ภายในกรอบ Cursor Options ที่อยูด้านล่าง เลื่อนสไลด์ไปทางขวา เพื่อปรับขนาดเคอร์เซอร์ให้ใหญ่ขึ้น เมื่อได้ขนาดตามที่ต้องการคลิ้กปุ่ม Apply และ OK ตามลำดับ

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

windows: ถอด Win7 ออกจาก Vista?

เพียงแค่เข้าไปใน MSCONFIG แล้วคลิกแท็บ BOOT.INI จากนั้นคลิกปุ่ม "Check All Boot Paths" ซึ่งถ้า Windows XP พบว่า มี OS ตัวใดตัวหนึ่งไม่มีอยู่ในระบบแล้ว มันก็จะลบออกจากรายการบู๊ตตอนเปิดเครื่องให้ทันที

แต่พอมาเป็น Vista หรือ Windows 7 คุณจะไม่พบปุ่มที่ว่านี้ แต่คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยสองมือเปล่าเช่นเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการคลิกปุ่ม Start แล้วพิมพ์ MSCONFIG จากนั้นกดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ด คลิ้กแท็บ Boot ซึ่งตรงนี้จะเห็นรายชื่อ OS ที่ทำ dual-boot ซึ่งตอนนี้คุณจะไม่สามารถลบบรรทัด Windows 7 ออกไปได้ทันที เนื่องจากมันถูกกำหนดให้เป็นโอเอสที่บู๊ตตอนเริ่มต้น (default) หากปล่อยให้มันบู๊ตเอง ดังนั้นคุณต้องเลือกบรรทัด Vista ก่อน แล้วคลิกปุ่ม Set as Default จากนั้นคลิ้กปุ่ม Apply คราวนี้เลือกบรรทัด Windows 7 ใหม่ แล้วคลิ้กปุ่ม Delete ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วล่ะครับ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

windows: หยุด!!!อย่าเพิ่งชัตดาวน์

เชื่อว่า คุณผู้อ่านน่าจะเคยประสบกับเหตุการณ์ต่อไปนี้กันมาบ้าง ขณะที่คุณกำลังรีบปิดเครื่องด้วยการเลือกคำสั่ง Shutdown แต่ด้วยความร้อนรนก็เลยเลือกผิดเป็น Restart กลายเป็นว่า แทนที่จะได้ไปทำธุระโดยเร็ซ กลับต้องรอให้มันเริ่มต้นทำงานขึ้นมาก่อนแล้วค่อยสั่ง Shutdown กันใหม่อีกทีหนึ่ง...เฮ่อ...
คงจะดีนะครับ หากเราสามารถหยุดการชัตดาวน์ หรือรีสตาร์ทขณะนั้นได้ แทนที่จะต้องนั่งรอ ซึ่งสำหรับใครที่ติดตามทิปของ arip เป็นประจำคงจะจำยูทิลิตี้ shutdown.exe ได้ งานนี้มันเป็นพระเอกให้เราอีกแล้วล่ะครับ

ในโปรแกรม shutdown.exe จะมีสวิทช์การทำงานอยู่ตัวหนึงนั่นคือ -a ซึ่งมันจะสังให้ Windows ยกเลิกการชัตดาวน์ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนั้น (โอ้ว...ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคำสั่งแบบนี้ด้วย) ดังนั้นหากคุณ หรือเพื่อนสนิทชอบสะเพร่าปิดผิดปิดถูกอยู่เป็นประจำ หรือชอบฉุกคิดได้ระหว่างชัตดาวน์ว่าต้องทำอะไรอีกก่อนปิดเครื่อง สำหรับวิธีที่สะดวกทีสุดก็คือ การทำชอร์ทคัตไว้บนเดสก์ทอป ทันทีที่นึกได้ว่า ยังไม่อยากชัตดาวน์ขณะนั้นก็แค่ดับเบิ้ลคลิ้กให้ยูทิลิตี้ทำงาน วินโดวส์ก็จะหยุดกระบวนการชัตดาวน์ทันที ข้างล่างนี้คือคำสั่งที่ต้องพิมพ์เข้าไปในตอนสร้างชอร์ทคัตครับ

windows 7: บางอย่างที่เปลี่ยนไป?

ผู้ใช้บางท่านอาจจะคุ้นเคยกับวิธีลาก (drag) ไฟล์ข้อมูลไปวาง (drop) บนไอคอนโปรแกรมที่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Quick Launch (ไอคอนโปรแกรมเล็กๆ ที่อยู่ถัดจากปุ่ม Start บน Taskbar) ซึ่งโปรแกรมจะถูกเปิดขึ้นมาพร้อมกับโหลดไฟล์ข้อมูลเข้าไปให้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็น Windows 7 มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คุณคิด?
อย่างไรก็ตาม การเปลียนแปลงที่เกิดขึ้นใน Windows 7 ก็ไม่ถึงกับสลัดทิ้งคุณสมบัติการทำงานดังกล่าวออกไปเลย เพียงแต่เพิ่มขั้นตอน หรือต้องออกแรงอีกนิดหน่อย โดยเมื่อคุณลากไฟล์ข้อมูลไปวางบนไอคอนโปรแกรม แทนที่จะเห็นเครื่องหมายบวกปรากฎขึ้นมา มันกลับตั้งคำถามกับคุณว่า ต้องการทำชอร์ทคัตสำหรับไฟล์ข้อมูลกับแอพพลิเคชันนี้ หรือไม่?(Pin to Application)

เมื่อลองคลิ้กขวาบนไอคอนโปรแกรมใน Quick Launch คุณจะพบว่า ไฟล์ข้อมูลดังกล่าวได้ปักหมุด (Pin) กับแอพพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว ดังรูป

แต่อย่างที่บอกแล้วว่า Windows 7 ไม่ถึงกับใจไม้ใส้ระกำตัดขาดฟีเจอร์นี้ไปเลย เพียงแต่มันไม่ได้เป็นค่าดีฟอลต์ของการทำงาน หากคุณต้องการเปิดไฟล์ข้อมูลด้วยโปรแกรมใน Quick Launch ให้กดปุ่ม Shift ค้างไว้ด้วยขณะลากไฟล์มาวาง ซึ่งคราวนี้มันจะเปลี่ยนคำถามเป็น "Open with Application" แทน

หวังว่า ใครที่กำลังลองใช้ Windows 7 อยู่แล้วสงสัยว่า ฟังก์ชันนี้มันหายไปไหน? คราวนี้ก็คงจะได้คำตอบกันแล้วนะครับ ว่ามันยังอยู่...แค่ต้องออกแรงกดปุ่ม Shift เพิ่มเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กำจัด"คุ้กกี้"ปีศาจ!!!

คุ้กกี้ (Cookies) คือไฟล์ข้อความ (text file) ขนาดเล็กที่ถูกทิ้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้้ใช้ โดยเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งวัตถุประสงค์โดยทั่วไป เพื่อให้เว็บไซต์จดจำผู้ใช้ได้เวลากลับเข้ามาเยี่ยมชมในครั้งต่อไป แต่บางเว็บไซต์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่นั้น...
ปกิตเวลาที่ผู้ใช้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ มันมักจะมีการทิ้งไฟล์ข้อความขนาดเล็กที่เรียกว่า "คุ้กกี้" ทิ้งไว้ในเครื่อง ซึ่งบราวเซอร์ทุกตัวจะสามารถลบคุ้กกี้เหล่านี้ออกไปได้ แต่อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นแล้วว่า คุ้กกี้บางชนิด มันไม่ได้มีไว้แค่จดจำผู้ใช้เวลากลับมาเยี่ยมชมเท่านั้น โดยเฉพาะคุ้กกิ้ที่เว็บไซต์โฆษณาทิ้งไว้ในเครืองของเรา ซึ่งมันจะใช้คุ้กกี้ในการติดตาม (tracking) ว่า คุณได้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ใดบ้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมความสนใจของคุณ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว และไม่รู้อีกด้วยว่าจะเลือกกำจัดคุ้กกี้พวกนี้ออกไปได้อย่างไร?
Cookienator ฟรีแวร์ที่ช่วยสแกนหา คุ้กกี้วายร้ายที่ทางเว็บไซต์โฆษณาทิ้งไว้ติดตามการท่องเว็บของคุณ อย่างเช่น Google, AOL, Yahoo, MSN, Webtrends, Omniture, Doubleclick, Intellitxt, Advertising.com เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่มันสแกนคุ้กกี้พวกนี้ขึ้นมาได้ครบแล้ว ผู้ใช้สามารถสั่งลบได้ภายในคลิ้กเดียว Cookienator สนับสนุนผู้ใช้บราวเซอร์แทบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น IE, Firefox, Chrome และ Safari สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่
ทิปจาก : www.arip.co.th